สวัสดีค่ะเพื่อน
 
วันนี้ขออนุญาตเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่อีกซักที
 
เมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว เราได้มีโอกาสเดินทางไป ปักกิ่ง ประเทศจีน
 
ซึ่งทริปนี้เป็น Business Trip ค่ะ เจ้านายอยากพาไปดูงานออกบูท เราก็เลยมีโอกาสได้ติดสอยห้อยตามไปด้วย เที่ยวฟรี สุดคุ้ม อิอิ
 
# ออกเดินทางกันในวันที่ 4 มิ.ย. 55
 
จากสนามบินสุวรรณภูมิ ถึง สนามบิน ปักกิ่ง เทอร์มินอล 3 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชม.
 
อยากจะบอกว่า ทรมานเหลือเกิ๊นนนนน เราเมาเครื่องตั้งแต่ขึ้นยันลงจอดเลย
อาหารบนเครื่องเราก็ทานไม่ลง กว่าจะถึง
 
กึ้งๆๆๆ กว่าจะจอด 
 
คิดว่าถ้าจอดช้ากว่านั้นซัก 5 นาที คงได้มีพุ่งกันบ้าง
 
ถึงสนามบินปักกิ่ง ผ่านตม.ไปอย่างราบรื่น 
 
แวะเข้าห้องน้ำ แหม ห้องน้ำสวยเชียว 
นึกในใจ สวยเฉพาะที่แอร์พอร์ตมั้ยเนี่ย
เพราะได้ยินกิตติศัพท์เรื่องห้องน้ำของจีนมาเยอะ แอบสยอง นิสนึง อิอิ
 
ขึ้นรถไฟฟ้าจากเทอร์มินอล 3 มาที่ตัวแอร์พอร์ต
(เค้าไม่ให้ใช้กล้องถ่ายรูปแอร์พอร์ต เลยเอามือถือถ่าย ไม่ผิดใช่มั้ย)
 
 
เดินหารถ shuttle bus ของโรงแรม ... ไม่มี
ตามคนแถวนั้น ... ไม่รู้จัก
เอ๊ะ โรงแรมมันไม่ดังขนาดนั้นเลยเหรอ
ในเว็บก็บอกว่า 4 ดาวนะ ไม่ใช่โรงแรมจิ้งหรีดที่ไหน
 
เจ้านายเลยบอกว่า งั้นก็แท็กซี่ละกัน
เลยพากันเดินมาตรงจุดขึ้นแท็กซี่
 
เห็นป้ายราคา shunyi district 16 กม. 37 หยวน
อืมมม โรงแรมที่จองไว้ชื่อ Golden Route อยู่ shunyi พอดี ราคาน่าจะราวๆนี้
 
เดินมารอขึ้นรถ พอได้รถ เราก็เอาใบจองโรมแรงให้แท็กซีดูที่อยู่
เค้าทำหน้างงๆ ไม่รู้จัก พูดอังกฤษก็ไม่ได้
มองซ้ายมองขวา ให้จนท.แอร์พอร์ตมาช่วย
คุยไปคุยมา ได้แท็กซี่อีกคันนึงที่รู้จักทาง 
แต่...เรียก 300 หยวน โอววว แม่เจ้าาาาา ในป้ายราคาบอก 37 เองนะเว้ยเห้ย
ทำไรไม่ได้ ต้องยอมตามนั้น
 
ขึ้นรถ...ไม่ปิดกระจก ไม่เปิดแอร์ เจริญดีแท้ ราคาขนาดนั้นคุณ(เมิง)ยังประหยัดไฟ(แบต)ช่วยชาติอีกเหรอ
 
แต่ก็เอาเถอะ อากาศก็ดี เราก็ไม่ชอบแอร์เท่าไหร่อยู่แล้ว
 
นั่งๆไป แท็กซี่ก็พาวนไปวนมาซักพัก คงวนได้แค่นั้น แป๊บเดียวก็ถึงโรงแรม
 
พอจะจ่ายตังค์ มันบอก 380 หยวน โว้ว อารายนักหนาเนี่ย ค่าลมธรรมชาติอีก 80 หยวนเหรอ ไม่เข้าใจ
 
เดินเข้าโรงแรมแบบเคืองๆ
 
 
เช็คอิน สนทนาอังกฤษกับอาหมวยคนสวยแบบงูๆปลาๆกว่าจะคุยกันรู้เรื่อง
ร่วม 20 นาที หันไปเจออาตี๋เบลล์บอยอีก ชอบจริงๆหนุ่มจีน เห็นทีไรน้ำลายจะยืด หึหึ  
 
 
เช็คอิน ได้ห้องเรียบร้อย 
 
เตียง ก็โอนะ นอนคนเดียว ไม่แคร์สื่อ (เป็นผู้หญิงคนเดียวในคณะ จะไปนอนห้องใครก็ นะ จะแรงไปหน่อย อิอิ)
 
 
วิวจากห้อง (ไม่ได้มีไรเล้ยยย)
 
 
หลังจากพักผ่อนซักพัก อีตาเบลล์บอยก็เป็นธุระหารถเช่าแบบเหมาพร้อมคนขับ
เพื่อพาไปทานมื้อค่ำและ sight-seeing ในตัวเมืองค่ะ
 
...............
 
กำลังจะเดินขึ้นนั่งข้างคนขับ ทุกคนตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน ทางนี้!!! ทางนู้น!!!
แหม อายจัง ลืมว่ารถพวงมาลัยซ้าย ><
 
...............
 
แวะทานเป็ดปักกิ่งที่ร้าน...เพิ่งนึกได้ว่าอ่านชื่อร้านไม่ออก 555
 
 
สั่งเป็ดปักกิ่งกะเมนูอื่นๆอีกหลายอย่าง ตามด้วยเบียร์ (ที่เค้าว่ากันว่าจืดสนิท)
แต่เราเด็กดี ทานน้ำส้มค่ะ ^^
 
กว่าจะได้กินเป็ด แทบอิ่มอย่างอื่นแล้ว
จะหั่นเป็ดจากในครัวเลยไม่ได้ค่ะ
ต้องมาโชว์ฝีมือ โชว์ลีลาในการหั่นให้ลูกค้าชม
กว่าจะได้ซักจาน ก็นั่งลุ้นกันไป
เสิร์ฟจานที่เป็นหนังอย่างเดียวก่อน
waitress บอกให้จิ้มกับน้ำตาล
โอ้วววว เพื่อ??? หนังอย่างเดียวก็มันย่องอยู่แล้ว จิ้มน้ำตาลอีก ตายๆๆ
ลองเข้าไปคำ เป็นอย่างที่คิด เลี่ยนมากกกก
 
แต่พอลองได้ทานเนื้อ ก็อร่อยดีค่ะ แต่คิดว่าหาทานแถวเยาวราชก็น่าจะพอ
 
หลังจากนั้นโชเฟอร์ก็พาไป sight-seeing แถวๆจตุรัสเทียนอันเหมิน ก็ได้ถ่ายรูปมาพอสมควร
 
 
 
 
 
 
 
กลับถึงโรงแรมประมาณ 4 ทุ่มกว่่า ก่อนนอนเปิดทีวีไว้เบาๆ (ไม่งั้นเงียบเกิ๊น แอบหลอน) มีเจย์ โชว์ร้องเพลงกล่อม หลับสบาย อิอิ
 
# วันที่ 5 มิ.ย. 55
 
วันนี้เป็นวันทำงานค่ะ T-T ออกจากโรงแรมแต่เช้า 8 โมงกว่่าๆ (เวลาเร็วกว่าบ้านเรา 1 ชม.ค่ะ)
เพื่อไปที่ New China International Exhibition Center ที่อยู่ในเขต Shunyi เหมือนกันค่ะ
วันนี้รถตู้ของโรงแรมไปส่ง มีแขกหลายคนไปที่นั่นเหมือนกันค่ะ
ยืนรอเปิดงานประมาณ 9 โมง ก็ได้เข้างาน
 
 
หลังเข้าไปในงาน ก็ไม่มีไรพิเศษค่ะ เดินดูงาน ดูซัพพลายเออร์ไป
บางบูทก็พูดอังกฤษไม่ได้เลย ดีที่เรามีหนังสือ Survivor จีน + เคยเรียนภาษาจีนตอนปวส. เลยพอสื่อสารกันได้บ้าง ... สนุกดีค่ะ พอใช้จีนแบบงูๆปลาๆ เค้าก็กระตือรือร้นที่จะคุยขึ้นมาทันที
 
มื้อเที่ยงก็ทานอาหารในศูนย์อาหาร ตอนแรกว่าจะทาน mcdonald กัน
ไม่ไหว คนเยอะมว๊ากกกกก ไม่มีที่นั่ง ที่ยืนเข้าคิวก็อีกเพียบ
 
เลยไปได้อีกร้าน อารมณ์ประมาณข้าวราดแกงบ้านเรา
เข้าคิวรอซื้อ มีชาวต่างชาติ (น่าจะอินเดีย) มาขอให้ช่วยสปีคให้ด้วย
(ตัวเรายังไม่รอดเลย) แต่ก็ช่วยเค้า ขำๆ น่ารักดีค่ะ
 
 
ในชุดอาหารก็มี ข้าว + กับ 4 อย่าง และก็โยเกิร์ต ค่ะ จืดสนิท ตามสไตล์ แต่เราไม่ซีเรียสเพราะเรากินจืดอยู่แล้ว คริๆ
 
ทานเสร็จก็เข้าห้องน้ำ
 
เดินเข้าไปดึงทิชชู่ที่มีไว้แบบส่วนกลาง เหลือบไปทางขวา
 
โอ๊ะ อาหมวย ยังสาวๆอยู่เลย แต่งตัวเหมือนพนักงานร้านอาหาร
กำลังถอยหลังเข้าไป ถอดกางเกง แล้ว แล้ว นั่งฉี่
 
...............
 
ทำไม๊ ทำไม ทำไมไม่ปิดประตูอ่ะ
เคยอ่านเจอ แต่คิดว่าจะเป็นคนแก่ๆนี่
 
ตกใจอย่างแรง แต่คุณเธอดูชิลมาก ไม่ได้สนใจหน้าตาช็อคๆของเราเลย
 
ทำเอาเรารู้สึกผิดปกติเลยที่ไปอึ้งซะขนาดนั้น ทั้งๆที่เป็นเรื่องธรรมชาติแท้ๆ (เหรอออ)
 
...............
 
ตอนบ่ายก็เดินๆๆกันอีก มีหลายฮอล์ล และแต่ละฮอลล์ก็กว้างมากๆๆๆ ขาลากกันเลยทีเดียว
 
งานเลิก 5 โมงครึ่ง
 
...............
 
(แอบเม้าท์นิดนึง) พอ 5 โมงครึ่งปุ๊บ พวกเจ้าหน้าที่ของฮอล์ลตะโกนไล่ exhibitors กับ visitors แบบน่ากลัวมาก คิดว่ามันทะเลาะกันค่ะ แต่เปล่า มันรีบไล่ให้ออกอ่ะ
 
งงเลย ไทยไม่เคยมีอะไรแบบนี้นะเนี่ย
 
...............
 
ขากลับก็รอคนซาๆแล้วเรียกแท็กซี่
ระหว่างยืนมึนๆเลือกแท็กซี่ ก็มีคนขับคนนึงถลาเข้ามา
เสนอตัวว่าไปกะเค้ามั้ย เอานามบัตรโรงแรมให้ดู 
เค้าก็โอเคๆ บอก อู่สือๆ เราก็ทำมือว่า 50 ใช่มั้ย เค้าบอกโอเคๆ
 
ก็โอเค ก็ไป เรานั่งคู่คนขับ เค้าก็ชวนคุย เราก็คุยไม่รู้เรื่อง ก็มั่วไป ถามเค้าว่าอังกฤษได้มั้ย เค้าก็บอกว่าพูดไม่ได้
 
คุยไปซักพัก รู้สึกเหมือนโดนจีบ เขินมากเลยอ่ะ ช่างกล้า มากันตั้งเยอะ จีบเราแบบไม่แคร์สื่อ
(หน้าตาไม่น่าเกลียดนะ แต่แต่งตัวเหมือนแก๊งค์ยากูซ่ามากเลยอ่ะ)
เราก็ขำๆ พอไปถึงก็ขอเบอร์เรา เราเลยให้นามบัตรไป เค้าก็ให้นามบัตรมา
(แต่ไม่ได้ติดต่อกันนะ จะคุยกันไงอ่ะ ยังโดนที่ทำงานล้ออยู่ว่าต้องภาษากาย 555)
 
................
 
มื้อค่ำก็ลงมาทานอาหารที่ห้องอาหารโรงแรม
เมนูก็ภาษาจีน มีภาษาอังกฤษบ้าง แต่ไม่มีรูปอะไรเลย
ก็สั่งๆกันไปหลายอย่าง
มีเหมือนไก่ผัดพริก แห้งๆ (อันนี้อร่อย ไม่รู้ใครสั่ง เหมาะกินแกล้มเบียร์มาก)
มีแกงจืด (มั้ง)
แล้วก็...ในเมนูเขียนว่าอาหารทะเล ก็ลองสั่งมา 2 อย่าง อย่างละ 2 ที่
พอเอาเสิร์ฟ
 
 
...............
 
โอ๊ะ .... โอ ... อะไรไม่รู้ ดำๆ เป็นท่อนๆ  มีหนามๆ ด้วย
หลังจากพิจารณากันแล้ว คิดว่าเป็นปลิงอ่ะ 
 
อึ๋ย เราไม่กล้าชิม แถมสั่งมา 2 ชุดด้วย กรรมแท้
 
...............
 
ในเมนู แอบเห็นอาหารชื่อ Bacteria Soup แต่เราไม่กล้าสั่งมา
ข้องใจจัง มันคืออะไร ใครมีโอกาสแวะไป ลองสั่งแล้วมาเฉลยด้วยนะ 555
 
หลังจากผ่านมื้อค่ำไปอย่างสยองๆนิดหน่อย
ก็ลงมานั่งต่อที่บาร์ข้างล่าง
 
่ะ 
 
จากนั้นก็เข้านอนค่ะ
(ช่วงที่อยู่ที่บาร์ พี่เค้าเล่าว่าเมื่อคืนได้ยินเสียงไรไม่รู้ ทำให้เค้าตื่นตลอดเลย เราก็เลยต้องเข้านอนแบบหลอนๆอ่ะ เปิดทีวีกล่อมเหมือนเดิม T-T)
 
# วันที่ 6 มิ.ย. 55
 
วันนี้โปรแกรมเที่ยวต้องยกเลิก เนื่องจากเมื่อคืนพี่เค้าไปต่อกันยันสว่าง เลยได้แค่เช็คเอ้าท์แล้วตรงไปแอร์พอร์ตเลย
 
ช้อปปิ้งที่ duty free ของจีน รอขึ้นเครื่อง เครื่องดีเลย์เนื่องจากฝนตก สภาพอากาศไม่ดี ดีเลย์ไปเป็นชั่วโมงเลยค่ะ
 
แต่ในที่สุดก็เดินทางกลับสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ
ขากลับไม่เมาเครื่องเลย เพราะกินยาไว้ก่อนแล้ว
แถมกัปตันยังลงจอดแบบ smooth as silk สมชื่อ
ยังจำชื่อได้อยู่เลยค่ะ กัปตันทวีศักดิ์ ของการบินไทย 
แจ่มมาก เลิฟที่สุด ....
 
จบแล้วค่ะ สำหรับทริปปักกิ่ง
 
แถมรูปหนุ่มร้านกาแฟในแอร์พอร์ต ชื่อ ลีโอ น่ารักมาก
 
 
 
ขออภัยที่กล้องมือถือกาก แค่อยากให้รู้ว่าหล่อจริง ไรจริง ไปดีกว่า ชะแว้บบบ
 

[Melody] Only Love...by...Trademark

posted on 26 Apr 2013 11:53 by buddy-pk in Songs
เพลง Only Love
ศิลปิน Trademark
ปี 2000
 
2 am and the rain is falling
Here we are at the crossroads once again
You're telling me you're so confused
You can't make up your mind
Is this meant to be
You're asking me
2 นาฬิกา พร้อมกับสายฝนพรำ
เรามาถึงจุดที่ต้องเลือกอีกแล้ว
เธอบอกฉันว่าเธอสับสนมาก เธอไม่สามารถตัดสินใจได้
เธอถามฉันว่า "หรือมันจะต้องเป็นแบบนี้"

But only love can say
Try again or walk away
But I believe for you and me
The sun will shine one day
แต่ความรักเท่านั้นที่จะบอกได้
ว่าจะลองให้โอกาสอีกซักครั้ง หรือจะต้องเดินจากไป
แต่ฉันเชื่อว่าสำหรับเราแล้ว ฟ้าคงจะสดใสขึ้นซักวัน

So I just play my part
Pray you'll have a chance of heart
But I can't make you see it through
That's something only love can do
ฉันเลยเลือกที่จะทำในส่วนของฉัน
และภาวนาว่าใจเธอคงจะให้โอกาสอีกครั้ง
แต่ฉันคงทำให้เธอเข้าใจมันไม่ได้
เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ความรักเท่านั้นที่จะทำได้

In your arms as the dawn is breaking
Face to face and a thousand miles apart
I've tried my best to make you see
There's hope beyond the pain
If we give enough
If we learn to trust
ในอ้อมแขนเธอ ความรู้สึกเหมือนความมืดมิดนั้นมลายไป
ทั้งต่อหน้า หรือห่างกันแสนไกล
ฉันพยายามที่จะทำให้เธอได้เข้าใจว่า หลังจากความเจ็บปวดนั้นยังมีความหวังเสมอ
ถ้าเรารู้จักที่จะเป็นฝ่ายให้
ถ้าเราเรียนรู้ที่จะเชื่อใจกันและกัน


(Repeat *)

I know if I could find the words
To touch you deep inside
You'll give our dreams just one more chance
To let this be our last goodbye
ฉันรู้ว่าถ้าฉันจะสามารถหาคำพูดซักคำที่มันจะมีความหมายลึกซึ้งกินใจ
เธอก็จะให้โอกาสความฝันของเราอีกซักครั้ง
เพื่อที่จะให้การบอกลาครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเสียที
 
(Repeat *)

That's something only love can do
นั่นเป็นสิ่งที่ความรักเท่านั้นที่จะทำได้
 
Comments:
 
- Here we are at the crossroads once again
Crossroads แปลตรงตัวก็ ทางแยก ประมาณสี่แยก อะไรแบบนี้
แต่ Crossroads ในที่นี้ หมายถึง จุดที่จะต้องเลือก ต้องตัดสินใจ (ในชีวิต)
 
- Meant to be
คำว่า Meant มาจากคำว่า Mean
Meant to be ไม่ได้แปลว่ามีความหมาย หรือหมายความ อะไร
แต่แปลว่า ถูกกำหนดให้เป็น ถูกลิขิตมาแล้ว (ประมาณโชคชะตา ฟ้าลิขิต อะไรทำนองนี้)
 
- To touch you deep inside
touch แปลว่าสัมผัส แต่ในเพลงนี้ไม่ได้แปลว่า จะขอสัมผัสอะไรลึกๆข้างในนะคะ อิอิ
ในรูปประโยคนี้ สามารถแปลได้ว่า สิ่งที่มันกินใจ มันโดน ค่ะ

[Melody] Fool Again...by...Westlife

posted on 26 Apr 2013 09:46 by buddy-pk in Songs
ผ่านมาปีกว่าที่ดองบล็อคจนเค็ม ขี้เกลือขึ้นแล้ว
วันนี้อารมณ์ครึ้มๆ ได้ฤกษ์ ขออัพซักหน่อย
แต่เนื่องจากว่าอารมณ์ค้างมาตั้งแต่เมื่อวาน
อยากแปลเพลงสากลไปเรื่อย
 
เลยขอประเดิมด้วยเพลงของนักร้องตปท.ที่ชอบที่สุด
(ปัจจุบันประกาศแยกวงแล้ว Tongue out)
วงที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของฉัน
 
 
เพลง Fool Again
ศิลปิน Westlife
ปี 1999
 
Baby, I know the story
I've seen the picture, it's written all over your face
ที่รัก ฉันพอรู้อยู่นะ เพราะภาพมันฟ้องอยู่บนใบหน้าของเธอ
 
Tell me, what's the secret that you've been hiding
And who's gonna take my place
บอกฉันที ว่าเธอมีความลับอะไรที่ปิดบังฉันอยู่ และใครที่กำลังจะมาแทนที่ฉัน
 
* I should've seen it comin'
I should've read the signs
Anyway, I guess it's over
ฉันน่าจะรู้ว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น ฉันน่าจะเห็นสัญญาณเตือนของมัน
แต่ก็ช่างเถอะ เพราะยังไงมันก็คงจบแล้วล่ะ
 
** Can't believe that I'm the fool again
I though this love would never end
How was I to know?
You never told me
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันจะต้องเป็นคนโง่อีกครั้ง
ฉันคิดมาเสมอว่าความรักครั้งนี้มันคงไม่มีวันจบลง
แล้วฉันจะไปรู้ได้ไง ก็เธอไม่เคยจะบอกฉันเลย
 
Can't believe that I'm the fool again
And I who though you were my friend
How was I to know?
You never told me
ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่าฉันจะต้องเป็นคนโง่แบบนี้อีกแล้ว
ฉัน...คนที่คิดเสมอว่าเธอคงจะดีต่อกัน
แต่ฉันจะรู้ได้ไง ก็เธอไม่เคยบอกฉันเลย
 
Baby, you should've called me when you were lonely
When you needed me to be there
ที่รัก เธอน่าจะเรียกหาฉันเวลาที่เธอเหงาใจ เวลาที่เธอต้องการให้ฉันอยู่ใกล้ๆ
 
Sadly, you never gave me
Too many chances to show you how much I care
น่าเศร้า ที่เธอไม่เคยให้โอกาสฉันเลย
ทั้งๆที่โอกาสมีถมเถไปที่จะให้ฉันแสดงให้เธอเห็นว่าฉันแคร์เธอแค่ไหน
 
(Repeat *,**)
 
You never told me...about the pain and tears
If I could, I would turn back the time
เธอไม่เคยบอกฉันถึงความเจ็บปวดและการที่ต้องเสียน้ำตาเลย
ถ้าย้อนเวลาได้ ฉันคงจะย้อนเวลากลับไป
 
(Repeat *,**,**)
 
Comment:
แรกๆที่ฟังเพลงนี้ (ซึ่งก็นานมาแล้ว)
ไม่เข้าใจเพลงนี้เลยบอกตรงๆ
คือด้วยอายุตอนนั้น พอเข้าใจบ้างก็เรียกว่าดีแล้ว
แต่พออายุมากขึ้น (เยอะ) ภาษาก็ดีขึ้น
เลยทำให้เข้าใจในประโยคที่ไม่เข้าใจ เช่น
 
- I've seen the picture ตอนนั้นคิดว่ามันไปเห็นรูปอะไรมา(วะ)
แต่จริงๆมันหมายถึงการเปรียบเทียบว่า สีหน้าแสดงทุกสิ่งออกมา ทำให้เห็นภาพตาม
 
- I should've read the signs คำว่า Read มันตามหลัง V.to.have
เลยกลายเป็น Verb ช่อง 3 เขียนเหมือนกัน 3 ช่อง แต่ช่อง 3 ดันอ่านว่า เร้ด ไม่ใช่ รี้ด
signs ตอนนั้นก็คิดอีกนั่นแหละ ว่ามันไปเห็นป้ายอะไร 555
ตลกตัวเอง...แต่ก็มาเข้าใจตอนหลังว่าเป็นการเปรียบถึงอาการ
ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าอาจจะมีอะไรเกิดขึ้น
 
- I guess it's over ฉันว่ามันเว่อร์ไป 555
จริงๆมันแปลว่าจบอ่ะนะ
 
- And I who though you were my friend
เนี่ยแหละ ประโยคทำงง คิดว่าไปแอบรักแอบชอบเพื่อน
แต่อารมณ์จริงๆเหมือนกับ ความเป็นมิตร ซึ่งในที่นี้ก็คือรูปแบบของความรักที่ดี
เฮ้อ ไม่เก็ตเลยจริงๆ
 
เอาเป็นว่า ตอนนั้น จขบ. เด็กอ่ะ อยากจะใช้เหตุผลนี้ให้อภัยตัวเองในความเอ๋อ อิอิ
 
 
เอนทรี่บ่นแบบไร้สาระ
 
แต่มันก็หงุดหงิดหัวใจ
 
ใส่วรรณยุกต์ นะค่ะ นะคะ จ้ะ จ๊ะ ยังพอทน
 
แต่ จัย มั่ย เทอ ฯลฯ เนี่ย
 
เห็นแล้วของจะขึ้นนะเออ
 
สะกดให้ถูกๆ ไม่ได้ดูเชยนะคะ
 
แต่มันบ่งบอกว่าคุณเป็นคนฉลาด
 
ใช้สิ่งที่เรียนมาได้ถูกต้อง
 
ภาษาไทยที่ถูกต้อง เป็นภาษาที่สวยงามนะคะ
 
ช่วยกันรักษาไว้เถอะค่ะ
 
จะมองว่าหัวโบราณหรืออะไรก็แล้วแต่
 
แต่เห็นแล้วก็เครียดลงตับ เอ้ย กระเพาะ จริงๆนะ